ท่องโรมและวาติกัน ตามรอยนวนิยายเรื่องเทวาซาตาน

ท่องโรมและวาติกัน ตามรอยนวนิยายเรื่องเทวาซาตาน

วาติกัน! วาติกัน ! ในที่สุดฉันก็มาถึงจนได้ นครรัฐอิสระเล็กที่สุดอันถือว่าเป็นเมืองหลวงของคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก และเป็นฉากในนวนิยายเรื่องเทวาซาตานโดยนักเขียนโปรดของฉัน แดน บราวน์ ….

ผู้เขียน ขนมผิง ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

ท่องโรมและวาติกัน ตามรอยนวนิยายเรื่องเทวาซาตาน

            รถบัสไม่สามารถจอดได้ใกล้นัก พวกเราเหล่านักท่องเที่ยวชาวไทยจึงต้องลงเดินไปยังนครรัฐวาติกันเอง ท่ามกลางแสงแดดแผดจ้าในฤดูร้อนเดือนสิงหาคมของอิตาลี  อานุภาพของมันสามารถเลียผิวของฉันภายใต้เสื้อแขนยาวชีฟองจนออกอาการแสบเอาเรื่อง ประมาทไม่ได้เลยเชียว วันหลังคงต้องเอาร่มออกมาจากกระเป๋าใหญ่เสียแล้ว ฉันบ่นอุบกับสามี

           ความตื่นเต้น อิ่มตาอิ่มใจ ทวีมากขึ้นเมื่อเดินข้ามถนนเดลลาคอนซีเลียโซเนมา ฉันมองเห็นรั้วหินอ่อนกั้นพรมแดนสองฝั่งอย่างที่ทราบจากการอ่านหนังสือเตรียมตัวมาก่อน เมื่อข้ามมาแล้วก็ถือได้ว่าเราข้ามเขตจากกรุมโรม-อิตาลี มายังนครวาติกันโดยสมบูรณ์  ไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่เพียงไม่ถึงครึ่งตารางกิโลเมตรตรงนี้จะกำหนดวิถีชีวิตของคริสต์ศาสนิกชนทั้งในอดีตและปัจจุบันมาแล้วมากมายหลายล้านคน ภายใต้ผู้นำที่ทรงอำนาจสูงสุด เบ็ดเสร็จทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ในนามองค์พระสันตะปาปา เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่ประชากรของวาติกันมีจำนวนเพียงแปดร้อยกว่าคน น้อยกว่าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่รวมสามพันคนที่อยู่ในนั้นเสียอีก ประชากรเหล่านี้จะเป็นผู้ที่ถูกคัดเลือก มิใช่มาจากการเพิ่มจำนวนตามธรรมชาติ และทุกๆคนจะต้องมีรสนิยมดีในการแต่งกายเสียด้วย ___________________________________________ "เฮลิคอปเตอร์ของโรเบิร์ต แลงดอน และวิตโตเรีย เวตรา ร่อนลงที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ และนั่งรถผ่านอุทยาน ไปจนถึงสำนักงานบัญชาการทหารองครักษ์สวิส พวกเขาวิ่งผ่านระเบียงห้องทรงงานของพระสันตะปาปา หอจดหมายเหตุลับ และยังตามท่านคาเมอร์เลโญลงไปในสุสานฝังพระศพ แม้แต่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ซึ่งมีเสาโอเบลิสค์ตั้งตระหง่านอยู่นั้นก็ยังมีบทบาทสำคัญ"

            สิ่งแรกที่ฉันมองหาเมื่อได้มายืนกลางจัตุรัสเซนปีเตอร์แห่งนี้คือ เบเนดิกชันส์ลอจเจีย หรือมุขระเบียงบนมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ที่พระสันตะปาปาทรงกล่าวประทานพร "Urbi et Orbi" และระเบียงนี้เองที่คาเมอร์เลโญ คาร์โล เวนเตรสกา ในนวนิยายเรื่องเทวาซาตาน ได้จบชีวิตลงท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วง แต่สำหรับฉบับภาพยนตร์แล้วนั้นฉากนี้คงแรงเกินไป จึงแก้ไข ให้ท่านไปจุดไฟเผาตนเองที่หน้าหลุมศพนักบุญปีเตอร์ ใต้บุษบกทองแดงภายในมหาวิหารแทน

            สายตาของฉันสำรวจไปรอบๆจัตุรัสอย่างค้นหา และต้องทึ่งกับความพยายามในการออกแบบและก่อสร้างของเบร์นีนี พื้นที่รูปไข่ ยาว 340เมตร กว้าง 240 เมตร แถวเสารายเรียงเป็นรูปครึ่งวงกลมโอบล้อมทั้งสองด้าน  เสาทั้งหมดมี 284 ต้น เรียงลึกเข้าไปเป็นสี่แถว บนยอดเสาประดิษฐานรูปปั้นหินอ่อนของนักบุญ 140 ท่าน  ความอัศจรรย์ก็คือ ที่ครึ่งทางระหว่างน้ำพุทั้งสองฝั่งกับเสาโอเบลิสค์จะมีแผ่นกลมเล็กๆฝังอยู่ที่พื้น เมื่อไปยืนบนมัน เราจะมองเห็นเสาจากสี่แถวเป็นแถวเดียว ถ้าจาน ลอเรนโซ เบร์นีนี  ยังมีชีวิตอยู่ข้าน้อยคงต้องเข้าไปขอซูฮก (ผลงานชิ้นนี้ที่ท่านทำไว้ระหว่างปี ค.ศ.1656-1667 )

           แล้วเจ้าเสาโอเบลิสค์สูง 26 เมตรบนหลังสิงโตทองแดงสี่ตัวนี้เล่า ก็มาไกลจากอียิปต์ เดิมทีจักพรรดิองค์ที่สามของโรม นามว่าคาลิกูลา ได้นำมันมาจากเมืองเฮลิโอโปลิสตั้งแต่ ค.ศ.39 และนำมาตั้งไว้ในสนามประลองของจักพรรดิเนโรผู้อื้อฉาว ต่อมาในปีค.ศ.1585 พระสันตะปาปาซิกตุสต์ที่ห้า ได้นำเสานี้มาตั้งที่กลางจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์แห่งนี้  ว่ากันว่าบนยอดเสามีเศษของไม้กางเขนใช้ตรึงพระเยซูฝังอยู่  และฐานตรงนี้เอง คุณแดน บราวน์เลือกให้เป็นที่พบศพของพระคาร์ดินัลรูปที่สอง พร้อมกับรอยไหม้คำว่า "Air" หรือ วาโย ที่หน้าอก

            ฉันเดินเล่นตามหาสัญลักษณ์ลมตะวันตกหรือ "เวสต์ โปเนนเต" พบว่าอยู่ไม่ไกลจากเสานัก แต่ว่าโรเบิร์ต แลงดอน รู้ได้ยังไงหนอว่าต้องเป็นอันนี้ ในเมื่อยังมีภาพนูนต่ำของวาโยอีกต้ัง 15 แผ่นกระจายอยู่ทั่วจัตุรัส สงสัยงานนี้คงต้องถามเอากับคุณแดน บราวน์   เดินเล่นสำรวจจนแถวเข้ามหาวิหารสั้นลงแล้วจึงไปต่อคิวกะเค้าบ้าง คุณไกด์เล่าว่าช่วงบ่ายแถวจะสั้นกว่าช่วงเช้า แต่สงสัยว่าเสื้อเว้าไหล่ของฉันอาจจะมีปัญหากับสวิสการ์ดหรือองครักษ์สวิส แหม เราก็ว่าชุดเราออกจะเรียบร้อยหรอกนะ โชคดีที่น้องผู้หญิงน่ารักท่านหนึ่งในกลุ่มถือผ้าพันคอลงมาด้วย เลยใช้คลุมไหล่ผ่านเข้าไปได้

            เล่าเรื่ององครักษ์สวิสสุดหล่อให้ฟังนิดหนึ่ง ชุดเครื่องแบบลายลงสีน้ำเงินส้ม เสื้อทูนิคแขนพองคอตั้งกับกาเกงขาพองไม่แพ้เสื้อ รวบขากางเกงไว้ภายใต้บูทยาว สวมหมวกแบเร่ต์ ให้อารมณ์แบบเดียวกับตัวละครในวรรณกรรมของเชกสเปียร์ ยืนถือหอกเก๊กหล่ออยู่ตามมุมต่างๆ อย่าเข้าใจผิดไปป้ายสีว่ามีเกลันเจโลเป็นผู้ออกแบบชุดเชียว แท้ที่จริงแล้วสีของชุดนั้น ได้มาจากสีแดง เหลืองและน้ำเงินอันเป็นสีประจำตระกูลเมดิซี ซึ่งเป็นต้นตระกูลของพระสันตะปาปาหลายพระองค์ และเพิ่งออกแบบใช้เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 มานี้เอง (เห็นไหม คุณแดน บราวน์แกมั่วเองอีกแล้ว)แม้ปัจจุบันจะมีบทบาทในการต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่ารบ แต่เมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อน กองทหารองครักษ์สวิสได้พิสูจน์แสนยานุภาพในเหตุการณ์ "ซักโกริโดมา"ต้านทานการปล้นสะดมของทหารราบเยอรมันและสเปน ทหารองครักษ์สิ้นชีวิตไป 147 นาย สามารถช่วยเหลือพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่เจ็ด ผ่านทางลับไปยังปราสาทเทวทูต-กัสเต็ลซานตานเจโล ได้อย่างปลอดภัย และเหลือทหารผู้รอดชีวิตอีก 42 นาย (ดูรายละเอียดเส้นทางได้ในบทปราสาทเทวทูต คาดว่าแดน บราวน์น่าจะได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์นี้)

 

            คุณสมบัติของผู้สมัครนั้นต้องเป็นชายชาวสวิสและเป็นคาทอลิกที่เคร่งครัด ขั้นต่ำต้องจบชั้นมัธยมปลาย ส่วนสูงมากกว่า174 เซนติเมตร ปกติมีจำนวน 110 นาย แต่เมื่อปี 2005 เหลือเพียง 100 นายเท่านั้น เหตุผลเพราะเป็นงานมีเกียรติแต่ไม่มีกิน ก็เงินเดือนได้เพียง 1000 ยูโร ในขณะที่รายได้ขั้นต่ำของประชาชนในอิตาลีคือ 3000 ยูโร คงต้องดูแลพวกเขามากกว่านี้ล่ะนะคะ ท่านพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่

             28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 ที่ผ่านมาหากได้ติดตามข่าวสารต่างประเทศบ้าง คงได้ทราบข่าวสำคัญเรื่องที่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงสละตำแหน่ง ด้วยเหตุผลเรื่องพระพลานามัยทำให้ทรงปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้อย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องเริ่มกระบวนการคัดเลือกพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ภายใน15-20 วัน และธรรมเนียมการคัดเลือกโป๊ปในปัจจุบันคือการให้พระคาร์ดินัลที่มีอายุต่ำกว่า 80 ปีทั่วโลกมาลงคะแนนลับหรือ คอนเคลฟ กันที่วัดน้อยซิสทีน และวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ.2013 พระคาร์ดินัลจำนวน 115 รูปจาก 48 ประเทศ ก็เริ่มลงคะแนนลับเป็นวันแรก

            เมื่อควันพวยพุ่งเป็นสีขาวเหนือปล่องของวัดน้อย คริสตศาสนิกชนทั่วโลกที่ต่างเฝ้ารอก็ทราบผลว่า สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ที่ 226 นั้นคือ พระคาร์ดินัลฆอร์เฮ มาริโอ เบร์กอกลิโอ (Jorge Mario Bergoglio) วัย 76 ปีจากอาร์เจนตินา ทรงเลือกพระนามใหม่ว่า "สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส" แล้วในนวนิยายเรื่องเทวาซาตานนั้น ได้ให้ข้อมูลจริงเท็จแค่ไหน ฉากตื่นเต้นที่เกิดขึ้นภายในหอสมุด บทบาทของคาเมอร์เลโญ(Camerlengo) สุดหล่ออย่าง จูด ลอว์ มีสิทธิที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเก่าแก่อันศักดิ์นี้ได้จริงหรือ เอาล่ะ เรามาค้นหาความจริงกันดีกว่า

            คาเมอร์เลโญในภาษาอิตาลี มีความหมายว่ามหาดเล็กหรือกรมวัง จะเป็นผู้จัดการเรื่องต่างๆในศาสนจักรชั่วคราว มีหน้าที่สำคัญในการจัดพิธีศพองค์สันตะปาปาและการจัดประชุมเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ ต้องมีศักดิ์เป็นพระคาร์ดินัลผู้มีอำนาจเป็นอันดับสาม รองจากพระสันตะปาปาและพระคาร์ดินัลเสนาบดี ดังนั้นจึงมิอาจเป็นเพียงพระธรรมดาๆรูปหนึ่ง หรือเป็นเพียง "แชมเบอร์เลน"ในสมเด็จพระสันตะปาปาได้ (ก็หมายความว่า ต้องแก่งั่ก ไม่ใช่จูด ลอว์ สุดหล่ออย่างในภาพยนตร์ อย่างแน่นอน) เมื่อพระสันตะปาปาสิ้นพระชนม์ คาเมอร์เลโญจะต้องเป็นผู้ยืนยันโดยมีเจ้าคณะพิธี พระราชาคณะ และมุขมนตรีแห่งราชฐานในองค์สมเด็จพระสันตะปาปาอยู่ด้วย ส่วนใบมรณะบัตร ทางราชการจะไม่ระบุสาเหตุการสิ้นพระชนม์และไม่มีการชันสูตรพระศพ (สมัยก่อนจะใช้ค้อนอันเล็กเคาะที่พระนลาฏสามครั้งเพื่อถามว่าบรรทมอยู่หรือไม่ แต่พระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่สองทรงยกเลิกประเพณีไปเมื่อค.ศ.1996)หลังจากนั้นพระคาร์ดินัลกรมคลังจะถอดพระธำมรงค์ชาวประมงอันเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจออก และผนึกห้องทรงงานและห้องบรรทม ไม่มีใครเข้าไปได้อย่างในนวนิยายแน่นอน พระธำมรงค์และพระลัญจกรประจำพระองค์จะถูกทำลายต่อหน้าที่ประชุมพระคาร์ดินัลในครั้งแรก

            หลังจากพระคาร์ดินัลในผ้าคลุมและหมวกสีแดง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกท่านเดินขบวนเข้าสู่วัดน้อยซิสทีนแล้ว ประตูไม้บานใหญ่จะถูกปิดลงเมื่อสิ้นเสียงประกาศของท่านคาร์เมอร์เลโญ พระคาร์ดินัลทุกท่านจะไม่ได้รับการติดต่อกับบุคคลภายนอกแม้แต่คำเดียว ไม่มีทั้งโทรทัศน์และโทรศัพท์ เพราะท่านควรจะได้รับเจตจำนงของพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์โดยไม่มีสิ่งใดรบกวน ในนวนิยาย ผู้ให้สัมภาษณ์แก่กุนเธอร์ กลิก ผู้สื่อข่าว จึงพูดผิดเรื่องการเห็นชอบด้วยความเลื่อมใส เพราะวิธีนี้ถูกยกเลิกไปแล้วตั้งแต่ปี 2005 แต่คุณแดน บราวน์ แกอาจจะเขียนนวนิยายเรื่องนี้ก่อนนานแล้วกระมัง ดังนั้นปัจจุบันจะมีเพียงวิธีเลือกตั้ง โดยการลงชื่อในกระดาษและนำไปใส่ในจอกทีละท่าน ตามด้วยการกล่าวคำปฏิญาน  พระคาร์ดินัลตัวเก็งที่ในนวนิยายเรียก เปรเฟริติ นั้น ความจริงแล้วจะเรียกว่า ปาปาบิลิ เมื่อนับคะแนนในแต่ละเสียง แผ่นกระดาษแต่ละใบก็จะถูกร้อยเข้ากับเข็มและด้ายเพื่อป้องกันการนับซ้ำ หากการนับเสร็จสิ้นแล้วแต่ยังไม่มีผู้ใดที่มีคะแนนเสียงเกินสองในสาม บัตรจากจอกจะถูกนำไปเผาไฟพร้อมกับสารเคมีบางอย่างที่ทำให้เกิดควันสีดำเป็นการบอกมหาชนว่าการเลือกตั้งยังต้องดำเนินต่อไป  ซึ่งปกติจะแบ่งเป็นช่วงเช้าและบ่าย ช่วงละสองรอบ การเลือกตั้งที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์คือสามปี! แต่ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ800 ปีก่อนโน้นนะคะ ส่วนการขอใช้หอจดหมายเหตุของที่นี่ ใช่ว่ามีบัตรนักศึกษาแล้วจะสามารถเข้าไปได้หรอกนะคะ เพราะจะต้องทำหนังสือขออนุญาตผ่านทางมุขนายก พร้อมแนบเอกสารแนะนำตัวโดยสถาบันที่มีชื่อเสียงชั้นสูง และมีเหตุผลน่าฟังว่าเหตุใดจึงมีความจำเป็นต้องขอเข้าไปใช้เอกสารในหอจดหมายเหตุเสียก่อน

            เอาล่ะ ในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์หรือโบสถ์ซานปิเอโตรสักที  จักพรรดิคอนสแตนตินผู้เป็นจักรพรรดิชาวคริสต์พระองค์แรกแห่งโรม เป็นผู้สร้างขึ้นครั้งแรกตรงตำแหน่งที่ฝังร่างของนักบุญปีเตอร์ไว้ เมื่อต้นศตวรรษที่ 4 กาลเวลาผ่านไปก็ทรุดโทรมลงกระทั่งเหล่าสันตะปาปา เสด็จเปลี่ยนที่ประทับจากอาวิญองมาอยู่ที่นี่ จึงตัดสินใจ สร้างโบสถ์หลังใหม่ไว้ในตำแหน่งเดิม   ในปีค.ศ.1506 พระสันตะปาปายูลิอุสที่สองทรงวางศิลาฤกษ์โบสถ์หลังใหม่ และได้กลายเป็นโบสถ์ใหญ่ที่สุดในคริสต์ศาสนานับแต่บัดนั้น แต่พอมหาวิหารโนตร์ดามเดอลาเปซ์สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1990 จึงต้องเลื่อนอันดับลงมาเป็นโบสถ์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองแทน

           การก่อสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ใช้เวลาทั้งสิ้นถึง 120 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1626 เรียกได้ว่าเป็นที่รวบรวมงานศิลปะทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยากรรม โดยฝีมือศิลปินดังของโลกในยุคเรอเนสซองซ์และบาโรกเกือบทุกคน ได้แก่ บรามันเต ราฟาเอล มีเกลันเจโล และท้ายที่สุดเบร์นีนี ผู้ทำให้งานทุกส่วนสมบูรณ์แบบ แล้วลีโอนาโด ดาวินชีล่ะ   ด้วยความเป็นไม้เบื่อไม้เมาของมีเกลันเจโลและดาวินชี ยังมีเรื่องต้องเล่าอีกเยอะ รอเอาไว้ตอนต่อไปที่พาไปเที่ยวฟลอเรนซ์ก็แล้วกันนะจ๊ะ

           พอผ่านประตูเข้ามา จะสะดุดตากับรูปปั้นปิเอต้า (Pieta) ประติมากรรมหินอ่อนชิ้นเอก รูปพระแม่มาเรียอุ้มพระศพของพระเยซุ  สร้างสรรค์ผลงานโดยมีเกลันเจโลในวัย 25 ปี  ปัจจุบันต้องป้องกันไว้ด้วยกระจกเพล็กซีกลาส หลังจากเกิดเหตุการณ์คนบ้าบุกเอาค้อนเข้ามาทุบ แต่โชคดีที่เสียหายเพียงเล็กน้อย ยิ่งเดินลึกเข้ามาก็ยิ่งดื่มด่ำกับผลงานสถาปัตยกรรมจากหินอ่อนตลอดสองฟากฝั่ง จนมาถึงด้านในสุด ต้องสะดุดตากับบุษบกทองแดง Baldaccio  ประดับแท่นบูชาหลักของโบสถ์  ตั้งอยู่เหนือที่ฝังศพของนักบุญปีเตอร์ มีการเจาะช่องนกเขาขนาดเล็กสูงจากพื้นหกฟุตให้แสงสามารถลอดผ่านได้  ส่วนบัลลังก์ด้านล่างทำจากไม้โอ๊ก แท่นบูชานี้จะใช้เมื่อพระสันตะปาปาทำพิธีมิสซา เป็นไฮไลต์สำคัญที่ต้องมาเยี่ยมชม (เบร์นินีอุตสาห์ไปนำทองแดงมาจากแพนธีออน  วิหารโรมันเก่าแก่อายุกว่าสองพันปี ตั้งแต่สมัยที่ยังบูชาเทพเพเกิ้น ) ไม่ไกลจากตรงนั้นมีบันไดแคบๆลงไปยังวาติกันกรอตโต ซึ่งหลุมฝังศพของนักบุญปีเตอร์อยู่ตรงนั้น  และพี่จูด ลอว์ได้คว้าตะเกียงน้ำมันตรงนี้เองลงไปราดตัวและจุดไปเผาตนเองในฉากท้ายๆ ของภาพยนตร์ก่อนเรื่องราวจะคลี่คลาย และจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง

           หากมองไปยังด้านบนจะเห็นหลังคาโค้งรูปโดมขนาดใหญ่หรือ Cupolas of St.Peter  ซึ่งลอกเลียนแบบลักษณะโดมมาจากวิหารแพนธีออนนั่นแหละ สุดทางเดินฝั่งขวามีลิฟท์ขึ้นไปบนระเบียงบนหลังคาได้ด้วยความสูงถึง 120 เมตร วิวทิวทัศน์ คงสวยไม่หยอก สนนราคาค่าขึ้นลิฟท์ 7 ยูโร แต่ไอ้บันไดอีก 537 ขั้นนี่สิ ตัวปัญหา เพราะสังขารของฉันอาจไม่เอื้ออำนวย ขอเก็บแรงเอาไว้เดินเล่นชมกรุงโรมบ้างดีกว่า

            ถ้าโรเบิร์ตแลงดอน และวิตตอเรีย เวตรา มีเวลาพอคงจะรู้สึกชื่นชมงานศิลปะเหล่านี้ไม่น้อย  และอาจซื้อบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์วาติกันต่อ   ทั้งคู่คงไม่ยอมพลาดสิบไฮไลต์ในพิพิธภัณฑ์ ตามเวปไซต์ของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์ อันได้แก่ รูปแกะสลักอพอลโล, เลโอคูน นักบวชแห่งทรอย, เบลเวเดเร ทอร์โซ รูปเฮอร์คิวลีสนั่งบนหนังสัตว์ ,โบสถ์ของนิโคลัสที่ห้า ,ห้องบรรทมของพระสันตะปาปายูลิอุสที่ 2 โดยราฟาเอล ,ห้องบอร์เจีย ตระกูลของเชซาเร บอร์เจีย  ผู้โหดเหี้ยมบุตรนอกสมรสของพระสันตะปาปา ,วัดน้อยซิสทีน และภาพ The Last Judgement ของมีเคลันเจโล ,ภาพ The Tranfiguration ของราฟาเอล , ภาพนักบุญเจโรม ของลีโอนาร์โด ดาวินชี และสุดท้ายคือภาพ Deposition ของคาราวักโจ

           เดินออกมาทางประตูอีกฝั่งจึงได้เห็นห้องน้ำสาธารณะเสียที  เสียดายที่ไม่ใช่ห้องน้ำแบบโบราณที่เจาะเป็นรูให้นั่งยองๆ มิเช่นนั้นคงได้กลิ่นและบรรยากาศมากกว่านี้  รถบัสไปรษณีย์จอดบริการรอท่าอยู่  ฉันชวนพ่อกับแม่เลือกซื้อโปสการ์ดสวยเก๋ส่งจากวาติกันไปเมืองไทยเป็นที่ระลึก และเป็นของฝากให้เพื่อนฝูงกลายๆ  มาทราบภายหลังว่ามันได้ไปเที่ยวไทเป ก่อนจะกลับมายังไทยแลนด์ เพราะคนอิตาลีคงเข้าใจผิด ว่าสาวหน้าหมวยคนนี้น่าจะส่งโปสการ์ดไปไต้หวัน  เอาเถอะ ในที่สุดมันก็หาเจ้าของที่แท้จริงถูกแล้วล่ะนะ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@  

 

 

 

               

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา